บันทึกประจำวันของชายผู้ถือบาปแห่งความเกลียดชัง

ตอนที่1 28นาฬิกา


ห้องนอนเล็กๆในบ้านหลังหนึ่ง

ความเงียบสงบยามราตรี ได้พาให้หัวใจดวงน้อยๆอบอุ่นและผ่อนคลาย สายลมอ่อนพัดเข้ามาทางหน้าต่างจากฝั่งขวาของเตียง พาให้บรรยากาศที่หนาวเย็นในเดือน10 ช่างน่าหลงใหลยิ่งนัก รอบตัวที่ไร้ซึ่งเสียงใดๆ ทำให้ผมที่กำลังนอนหลับฝัน กำลังเคลิ้มไปกับราตรีนี้อย่างช้าๆ

‘………………………………’

“อืม…อะไรกัน…อีกแล้วงั้นเหรอ”

มีบางสิ่งกระตุ้นให้ผมลืมตาขึ้นช้าๆ ผมจึงจำเป็นต้องตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย ก่อนจะหันไปมองนาฬิกาที่อยู่บนโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่อยู่ทางซ้ายของห้องเพื่อดูว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว

“นี่มัน…”

ทันทีที่ผมมองไปที่ตัวเลขบนนาฬิกาดิจิตอล ผมก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ ตัวเลขนั้นพล่ามัวบิดเบี้ยวจนดูไม่รู้เรื่องเลยว่าเป็นเลขอะไร แต่จากที่ลองมองออกไปข้างนอก ท้องฟ้าในเวลาแบบนี้คงเป็นเวลาประมาณตี4 อะไรกันที่ทำให้ผมต้องสะดุ้งตื่นในเวลาแบบนี้ ทุกๆคืนที่ผมนอนหลับ เวลานี้จะเป็นเวลาที่ผมตื่นโดยไม่ทราบสาเหตุเสมอ แต่ว่า ครั้งนี้มันแปลกออกไป ไม่ใช่แค่ตัวเลขนาฬิกาที่บิดเบี้ยวจนดูไม่รู้เรื่อง แต่ที่ขอบประตูห้องนั้น กลับมีแสงสีขาวเล็ดลอดเข้ามาในห้อง ซักพักก็เหมือนมีเงาอะไรบางอย่างเดินผ่านประตูห้องไปช้าๆ ราวกับว่าตอนนี้มีใครกำลังอยู่ข้างนอกนั่น

“สวัสดี ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ…”

ด้วยความสงสัยที่ว่าเวลาแบบนี้คนในบ้านน่าจะนอนกันอยู่ ไม่น่ามีใครออกมาทำอะไรตอนนี้ ผมจึงลุกขึ้นจากที่นอน และตรงไปเปิดประตูห้องช้าๆ

‘วิ๊งง…’

“ท…ที่นี่ที่ไหนกัน…”

เมื่อผมเดินออกมาข้างนอกห้อง และปิดประตูเงียบๆ อยู่ดีๆก็มีแสงที่สว่างสาดส่องเข้ามาในดวงตาของผมจนมองอะไรไม่เห็น ก่อนที่จะรู้ตัวอีกครั้ง ผมก็มายืนอยู่ท่ามกลางทางเดินยาว ที่ทั้งสองข้างทางนั้นมีแต่ประตูมากมาย ด้านบนของประตูเหล่านั้นมีเลขคอยกำกับว่าห้องไหนเลขอะไร โดยเมื่อผมหันหลังกลับไป ก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ที่หน้าห้องหมายเลข 207 ซึ่งนั่นไม่ใช่ห้องนอนของผม และที่นี่ ก็เป็นสถานที่ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน

“แปลกจังเลย ทำไมชั้นมาอยู่ที่นี่ได้”

คำถามแรกเข้ามาในหัวของผม ก่อนที่จะพยายามกลับเข้าไปในห้องหมายเลข 207 ที่ผมออกมาอีกครั้ง แต่ทว่าตอนนี้ประตูห้องนั้นกลับถูกล็อกจากข้างใน เท่ากับว่าตอนนี้ผมจำเป็นจะต้องเดินไปสำรวจตามห้องต่างๆ เพื่อหาความจริงที่ว่าที่นี่คือที่ไหนแทนเสียแล้ว

ผมเริ่มเดินไปตามทางเดินที่มีเพียงแสงไฟสีขาวบนเพดานคอยให้แสงสว่าง บรรยากาศรอบๆนี้ช่างวังเวงเหลือเกิน รอบๆตัวหากบริเวณใดแสงส่องลงมาไม่ถึง มันก็แทบจะมืดสนิทจนเป็นสีดำไปเลย แต่พื้นทางเดินที่เรียบลื่น กลับสะท้อนแสงไฟเหล่านั้นจนเป็นสีขาวสว่าง ราวกับว่าตอนนี้ตาของผมมองเห็นทุกอย่างเป็นสีขาวดำไม่มีผิด

‘ก็อกๆ…’

ผมเลือกที่จะเดินไปทางขวาของทางเดิน ซึ่งเป็นทางเดินที่สว่างกว่าทางซ้าย เมื่อเดินมาตามทางเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องห้องหนึ่ง ทางฝั่งซ้ายของทางเดิน โดยอยู่ดีๆก็มีเสียงเหมือนใครกำลังเคาะเรียกจากด้านใน ผมจึงไม่รอช้าที่จะตรงเข้าไปเปิดประตูห้องนั้น

‘มึงมันไม่ได้เรื่อง!’

“เอ๊ะ…!”

‘ปัง!!’

ทันทีที่เปิดประตูห้อง แสงสีขาวสว่างก็สาดเข้าตาอีกครั้งพร้อมเสียงคำพูดที่รุนแรงและดังไปทั้งบริเวณ ก่อนที่ประตูนั้นจะถูกปิดกระแทกหน้าอย่างแรงจนเสียงดังสนั่นเช่นกัน

“เมื่อกี้มัน อะไรกัน…”

ด้วยความตกใจกลัว ทำให้ผมล้มลงไปนั่งกับพื้น หัวใจของผมเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอก ผมค่อยๆรวบรวมสติอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วรีบเดินออกจากตรงนั้น

‘คลิ๊ก…’

เดินออกมาได้ไม่ไกลนัก เสียงลูกบิดประตูทางฝั่งขวาของทางเดินก็ดังขึ้นราวกับมีใครกำลังจะเปิดมันออก

“อึก…”

ผมกลืนน้ำลายตัวเอง ก่อนจะทำใจสู้แล้วเดินตรงไปยังประตูห้องนั้นอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้โดนประตูปิดกระแทกหน้าอีกเป็นครั้งที่สอง

‘แอ๊ด…’

‘ดูสิ ไอ้ตัวเสนียดนั่นมาอีกแล้ว อย่าไปใกล้มันล่ะ เดี๋ยวจะติดเสนียดเอา’

“อ…อะไรนะ ชั้นไม่ใช่ตัวเสนียดนะ!”

‘ปัง!!’

และก็เป็นอีกครั้งที่ประตูถูกปิดอย่างแรง แต่ก่อนหน้านั้น คำพูดที่เหมือนเป็นการดูถูกให้ร้ายคนอื่นนั่น มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บแปลกๆ ราวกับว่ามันกำลังใช้มีดแทงไปที่หัวใจอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความมืดที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามาช้าๆ ผมจึงรีบดึงสติกลับมาก่อนที่ความมืดและความเจ็บปวดนั้นจะกลืนกินตัวเองเข้าไป

‘หึหึ ฮ่าๆๆๆ!!’

‘คนอย่างมึงเนี่ยนะจะทำอาชีพ****** อย่าฝันกลางวันไปเลย!’

‘อี๋…น่ารังเกียจที่สุด ไปให้พ้นเลยนะ!!’

‘อยากหลุดพ้นจากพวกกูเหรอ ไปตายแล้วเกิดใหม่ซะสิ!’

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ชั้นอยู่ที่ไหนกันแน่เนี่ย!”

ผมเปลี่ยนจากการเดินเป็นวิ่งไปตามทางเดิน เพื่อหนีความมืดที่กำลังตามหลังผมมาอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่วิ่งไป เสียงเคาะและเสียงกระแทกประตูก็ดังตามหลังมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังไปทั้งทางเดินจนผมไม่สามารถได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเองได้อีก

“ช่วยด้วย…ช่วยด้วย!”

ความสับสนและความกลัวได้เข้ามาบังคับร่างกายให้วิ่งอย่างบ้าคลั่ง โดยที่ไม่รู้เลยว่าที่ปลายสุดของทางเดินนั้นจะมีอะไรรออยู่ แต่เพื่อหนีจากตรงนี้ ผมไม่มีทางเลือกที่จะวิ่งไปให้สุดทาง หลังจากนั้นจะมีอะไรรออยู่ ก็ต้องมาลุ้นกันแล้วล่ะ

“แย่แล้ว…บันได…ขึ้นหรือลงดีล่ะเนี่ย…”

เมื่อวิ่งมาจนสุดทางเดิน ทางขวาของผมก็เป็นบันไดที่มืดมิด ตอนนี้ผมต้องรีบตัดสินใจแล้วว่าจะขึ้น หรือลงไปข้างล่าง หากขึ้นไปแล้วเจอทางตัน จะหนีกลับลงมาทันความมืดนั่นมั้ย ให้ตายสิ ทำไมต้องมาเจอเรื่องน่ากลัวแบบนี้ด้วยนะ!

ไม่มีเวลาอีกแล้ว ผมตัดสินใจวิ่งลงไปข้างล่างอย่างไม่คิดชีวิต เมื่อลงมาได้หนึ่งชั้น ตรงหน้าก็เป็นประตูไม้เก่าที่มืดสนิท ราวกับว่าข้างนอกนั่นเป็นจุดสิ้นสุดของโลกยังไงก็ไม่รู้ ทางซ้ายมือเองก็ยังคงเป็นทางเดินยาวที่มีความมืดคืบคลานเข้ามาไม่ต่างจากชั้นสอง ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็คงมีทางเดียวคือวิ่งออกไปจากอาคารแห่งนี้ ผ่านประตูที่มืดมิดนั่นเท่านั้น

‘คลิ๊กๆๆๆ’

“ไม่จริง…ประตูมัน…!”

กำลังจะดีใจที่มาถึงประตู แต่แล้วเมื่อบิดลูกบิดนั้น มันกลับไม่ยอมขยับเลย มันถูกล็อกจากด้านนอกของอาคารหลังนี้ เอาแล้วไง แบบนี้จะหนีไปทางไหนดีล่ะเนี่ย

‘คลิ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆ’

“บ้าเอ๊ย…เปิดสิ…เปิดสิ!!”

ด้วยความที่ตอนนี้ผมสติแตกไปแล้ว ทำให้ผมยังคงพยายามเปิดประตูอย่างบ้าคลั่ง แม้ว่ามันจะยังคงเปิดไม่ได้ แต่ผมก็พยายามที่จะออกแรงบิด ไม่ก็กระแทกประตูอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า ความมืดข้างหลังได้เข้ามาใกล้มากแล้ว

‘ปึงๆๆๆๆๆ!’

“ขอร้องล่ะ เปิดทีเถอะ!”

‘เพล๊ง!!’

เมื่อความมืดได้เคลื่อนผ่านหน้าต่าง มันก็ได้ทำให้หน้าต่างตรงนั้นแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เศษกระจกที่ปลิวไปในอากาศ ได้กระจายมาโดนตามร่างกายของผมจนมีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้สนใจความเจ็บปวด ผมยังคงเคาะ กระแทก พยายามที่จะเปิดประตูให้ได้ก่อนที่ความมืดนั้นจะกลืนกินผมเข้าไป

แต่ว่า ไม่ว่าผมจะพยายามออกแรงมากแค่ไหน หรือดิ้นรนเพียงใด กระตูไม้เก่าๆนี่ก็ไม่ขยับเลย ผมเริ่มร้องไห้ด้วยความกลัว ก่อนจะหยุดทำทุกอย่าง และทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น ผมหันหลังพิงประตูนั่นไว้และมองความมืดที่กำลังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ภาพที่เห็นตรงนี้ช่างเป็นอะไรที่น่ากลัวเหลือเกิน ที่เรากำลังจะตายงั้นเหรอ ทำไมล่ะ ทำไมต้องเป็นตอนนี้ นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน ทำไมผมจึงต้องมาเจอเรื่องแบนี้ด้วย มีแต่คำถามมากมายไปหมดจนตอนนี้มือเท้าชาไปหมด ไม่มีแรงจะขยับตัวอีกต่อไป ไม่มีหวังอีกแล้ว ผมในตอนนี้ได้หยุดกระวนกระวาย และหันหน้าเข้าสู่ความตายแล้ว

‘คลึก!’

“เหวอ!”

แต่แล้วเมื่อความสิ้นหวังนั้นได้กลืนกินหัวใจของผม อยู่ดีๆประตูไม้นั้นก็ถูกเปิดออกอย่างแรง จนผมที่ไม่ทันตั้งตัวล้มเข้าไปในประตูนั้น ในจังหวะที่ความมืดกำลังจะมาถึงตัวผมพอดี ไม่ช้า เมื่อผมหลุดเข้าไปได้ ประตูไม้นั้นก็ปิดกระแทก และทุกอย่างก็เงียบไป

“รอดแล้ว เรารอดแล้วงั้นเหรอ…”

ด้วยความกลัวและสับสน ทำให้ผมไม่สามารถขยับตัวได้มากนัก แต่อย่างน้อยผมก็หันไปดูรอบๆว่าตอนนี้ผมย้ายมาอยู่ที่ไหนอีกแล้ว หวังว่าเรื่องทั้งหมดนี่จะจบลงเสียทีนะ

“ไม่จริง ที่นี่มัน…”

ความหวังทุกอย่างที่ผมคิดไว้ต้องพังลง เมื่อผมลุกขึ้นแล้วมองตรงไปที่ประตู ก็พบว่าประตูบานนั้น กลับกลายเป็นประตูห้องหมายเลข 207 อีกครั้ง ราวกับว่าตอนนี้ผมกำลังวนอยู่ที่เดิมไม่มีผิด แบบนี้แปลว่าผมก็ต้องวิ่งหนีความมืดอีกครั้งงั้นเหรอ…

ผมค่อยๆลุกขึ้นช้าๆ พร้อมดูแผลที่โดนกระจกบาด แต่กลายเป็นว่าแผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นได้หายไปจนหมด ราวกับว่าไม่เคยมีแผลเลยแม้แต่น้อย

‘กึก…กึก…กึก…’

ด้วยความที่ยังตกใจ เสียงประหลาดที่ดังคล้ายการก้าวเดินอย่างช้าๆก็พาให้ผมรู้สึกสะดุ้งขึ้นมา ผมรีบหันไปหาต้นเสียงนั้นอย่างรวดเร็ว และหาว่าใคร หรืออะไรที่กำลังตรงเข้ามา

‘อ่า…อา…’

“ส…สวัสดี…ครับ”

เสียงก้าวเดินนั้นค่อยๆออกมาจากความมืดทางฝั่งขวาของทางเดิน ก่อนที่จะปรากฏเป็นชายร่างสูงแต่ผอมแห้งหนังหุ้มกระดูก ใบหน้านั้นเหี่ยวย่นราวกับเป็นคนวัยชรา แต่ลักษณะท่าเดินนั้นกลับดูไม่แก่เลยแม้แต่น้อย ยิ่งตอนนี้คนคนนั้นกำลังทำเสียงแปลกๆแล้ว มันทำให้ผมรู้สึกใจไม่ดีเลย

“พอจะรู้มั้ยครับว่าที่นี่ที่ไหนครับ…”

‘แก…!’

“ว…ว๊ากกก!”

จังหวะที่ผมกำลังถามด้วยความกังวล ชายคนนั้นก็ตะโกนกลับมาอย่างดัง จนทั้งอาคารสั่นสะเทือนไปหมด ไม่ดีแล้วแบบนี้ ผมควรทำยังไงดี วิ่ง หรือทำยังไงดีล่ะเนี่ย

‘แกทำให้พวกเราต้องทรมาน แกสมควรตาย!!’

“อะไรกันเนี่ยยย!!”

ไม่ทันขาดคำ ชายคนนั้นก็ชี้มาที่ผม แล้วเริ่มวิ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว ไม่ดีแล้ว แบบนี้ต้องวิ่งหนีไปทางซ้ายของทางเดินแทนซะแล้ว

ผมรีบลุกขึ้นอย่างไว ก่อนจะวิ่งตรงไปอย่างไม่คิดชีวิต ทางฝั่งชายคนนั้นเองก็ออกวิ่งและตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเขาไม่ใช่คนยังไงก็ไม่รู้

เมื่อมาถึงสุดทางเดิน ทางซ้ายของผมก็เป็นบันไดอีกครั้ง แบบนี้ถ้าเราวิ่งลงไปข้างล่าง เราก็อาจได้กลับไปเจอประตูบานนั้นเหมือนเดิมสินะ แบบนี้วิ่งลงไปข้างล่างก็แล้วกัน

‘ตึงงง โครมมม!’

“อ…อะไรน่ะ!”

ขณะที่ผมกำลังจะวิ่งลงไป อยู่ดีๆก็มีกองหินและเศษซากอาคารร่วงลงมาจนปิดทางลงนั้น ผมไม่มีทางเลือกนอกจากวิ่งกลับขึ้นไป และขึ้นไปเรื่อยๆโดยที่ไม่รู้เลยว่าตึกนี้จะมีกี่ชั้นกัน

‘ฮ่าๆๆๆๆ!’

“ม…ไม่นะ…ปล่อยผมนะ!”

ระหว่างที่กลับตัววิ่งขึ้นไป ชายคนนั้นก็วิ่งตามมาทัน และกระโดดจับที่ข้อเท้าของผมแน่น ด้วยความตกใจและเสียการควบคุม ผมจึงล้มลงไปที่บันไดทันที

“แกต้องตาย…แกต้องชดใช้!!”

“ปล่อย…นะ!!”

‘ผลั๊ก!’

ในจังหวะที่มันกำลังจะจับขาผมอีกข้าง ผมรีบใช้เท้าถีบไปที่ใบหน้าของมันเต็มแรงสองถึงสามครั้ง ก่อนที่มันจะเผลอปล่อยมือออกจากข้อเท้าของผม นั่นจึงเป็นโอกาสให้ผมรีบลุกขึ้น แล้ววิ่งขึ้นไปอีกครั้งอย่างไม่คิดชีวิต

‘แกหนีไม่รอดหรอก แกต้องตาย!’

เสียงของมันยังคงไล่หลังมาติดๆ ผมที่ไม่สนใจอะไรนอกจากคิดจะหนี กำลังพยายามวิ่งขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ก็ขึ้นไปให้ถึงชั้นสูงสุดของตึกนี้ แล้วหาห้องซักห้องเพื่อหลบมันไปก่อน ให้มันหาจนถอดใจค่อยหาทางลงทีหลัง

ชั้นที่5 อาคารปริศนา

การวิ่งขึ้นบันไดมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก เริ่มทำให้ผมหายใจถี่และแรง อาการเหนื่อยหอบเริ่มเข้ามาทำให้การวิ่งช้าลง เสียงหัวใจที่เต้นแรงเองก็ดังจนไม่ได้ยินเสียงรอบตัวอีก ตอนนี้ผมได้ขึ้นมาถึงชั้นที่5 และก็ดูเหมือนวี่จะเป็นชั้นสุดท้ายของตึกนี้ เพราะแบบนั้น ผมจึงต้องรีบหาห้องที่สามารถเปิดเข้าไปหลบได้ ต้องรีบก่อนที่มันจะเดินตามขึ้นมาทัน ถ้าโดนจับได้บนนี้ ก็ไม่มีทางให้หนีอีกแล้ว

‘แกคิดว่าจะหนีพ้นเหรอ…กลิ่นความกลัวของแกมันแรง ซ่อนไปก็เท่านั้น!’

ไม่ทันได้พักหายใจ ก็ดูเหมือนว่ามันจะกำลังมาถึงชั้นห้าแล้ว ด้วยความตกใจ ผมจึงรีบวิ่งไปลองเปิดประตูทุกห้องอย่างรวดเร็ว โดยคิดไว้ว่าถ้าหาห้องหลบไม่ทันจริงๆ ก็คงต้องวิ่งหนีลงไปข้างล่างอีกครั้ง แต่จะทันมันมั้ยนี่สิ

‘คลิ๊กๆๆ’

“ให้ตายสิ เปิดให้ชั้นซักห้องเถอะ…”

ไม่ว่าจะลองเปิดประตูบานไหน ก็ไม่สามารถเปิดเข้าไปได้เลยแม้แต่ห้องเดียว ในผมตอนนี้ไม่อยู่กับตัวแล้วซะด้วย ถ้าเป็นแบบนี้จนถึงห้องสุดท้าย ผมก็เตรียมออกวิ่งอีกครั้งแล้วล่ะ

‘ไม่มีทางให้แกหนีแล้ว…!’

“ม…ไม่นะ…!”

‘คลิ๊ก…โคลม!’

ในขณะที่ทุกอย่างกำลังสิ้นหวังนั้นเอง อยู่ดีๆลูกบิดประตูห้องหนึ่งก็ถูกหมุนเปิดออก ซึ่งห้องนั้นก็ดันเป็นห้องที่ผมกำลังพยายามดันเข้าไปพอดี ทำให้ผมล้มลงไปในประตูนั้น และประตูห้องก็ถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นจังหวะที่เสียงของชายคนนั้นกำลังเดินขึ้นมาถึงชั้นนี้พอดี เรียกได้ว่าเฉียดตายเลยล่ะ

‘กึก…กึก…กึก…กึก…’

ในห้องที่มืดและเงียบสนิทนี้ เสียงที่ดังอยู่ข้างนอกนั่นก็ยังคงดังเข้ามาในห้องราวกับไม่มีประตูหรือกำแพงกั้นไว้ ผมที่นั่งอยู่เงียบๆพยายามควบคุมการหายใจให้ช้าลง เพื่อไม่ให้เสียงของผมดังออกไปข้างนอกจนมันรู้ว่าผมอยู่ในนี้

‘คลิ๊กๆๆ’

ผ่านไปซักระยะ เสียงเดินของมันก็ค่อยๆห่างออกไป แต่แล้วเสียงบางอย่างก็ดังขึ้นแทนที่เสียงฝีก้าว เสียงนั้นเหมือนกับว่ามันกำลังพยายามเปิดประตูทุกห้อง ถ้ายังอยู่ตรงนี้ ไม่ช้ามันต้องเปิดมาเจอห้องของผมแน่ๆ

ผมคลานไปบนพื้นห้องที่มืดมิด พยายามหาที่ซ่อนที่คิดว่ามันจะไม่สามารถหาเจอได้ ก่อนจะไปจบที่การมุดอยู่ใต้เตียงโลหะ ก็ไม่รู้หรอกนะว่าห้องนี้มีอะไรอยู่บ้าง ในนี้มันมืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย มีที่ให้หลบก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย

‘คลิ๊กๆ…กึก…’

ดูเหมือนมันจะมาเจอห้องของผมเสียแล้ว เสียงบิดลูกบิดอย่างใจเย็นค่อยๆดังขึ้นช้าๆ พร้อมแสงจากภายนอกที่สาดเข้ามาเล็กน้อย โชคดีที่ตำแหน่งแสงไม่ตกมาโดนที่ผมซ่อน ไม่งั้นก็หนีไปไหนไม่ทันแน่ๆ

‘กึก…กึก…กึก…’

เมื่อมันเปิดห้องได้สำเร็จ มันก็ค่อยๆเดินเข้ามาในห้องช้าๆ เสียงก้าวเดินที่หนักแน่น กระทบลงที่ข้างๆเตียง จนมันแทบจะทำให้ผมสะดุ้งอยู่หลายครั้ง มันเดินวนไปมารอบๆห้องช้าๆอยู่นาน จนกระทั่งมันแน่ใจแล้วว่าในนี้ไม่มีอะไรอยู่ มันจึงค่อยๆเดินออกจากห้อง และปิดประตูนั้นไป

“เฮ้อ…รอดแล้วสินะ-”

‘คุณมาทำอะไรที่นี่!’

“เหวอ!!”

ขณะที่ผมกำลังถอนหายใจที่รอดมาได้ อยู่ดีๆก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหูของผม นั่นทำให้ผมตกใจและร้องออกมาเสียงดังลั่นห้องทันที

‘เราบอกไปแล้วนี่ ว่าคุณไม่มีโอกาสอีกแล้ว ตัดใจแล้วไปซะ!!’

“โอกาส โอกาสอะไร เธอพูดเรื่องอะไรน่ะ…”

‘ออกไปจากชีวิตเรานะ ไอ้คนเฮงซวย!’

‘ซูมมม!’

ขณะที่ผมกำลังสับสนว่าเสียงผู้หญิงคนนั้นกำลังพูดอะไร อยู่ดีๆก็มีแรงอะไรบางอย่างผลักให้ผมปลิวออกมาจากใต้เตียง และถูกดันจนกระเด็นออกมาจากห้องอย่างแรง ก่อนที่ประตูจะปิดลง ภาพใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นก็ปรากฏให้เห็นเพียงชั่วขณะ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาและความเสียใจ ก่อนที่ประตูห้องจะถูกปิดอีกครั้ง

‘อยู่นี่เอง…ฮ่าๆๆๆ!’

“เวรแล้ว!”

ด้วยความที่ผมโดนแรงกระแทกดันออกมาพร้อมการปิดประตูเสียงดัง ทำให้ชายคนที่กำลังตามล่าผมรู้ว่าตอนนี้ผมยังอยู่บนชั้นห้า เมื่อมันหันมาเจอและสบตากับผม มันก็เริ่มออกอาการหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะวิ่งตรงเข้ามาอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูเหมือนมันจะเอามีดขนาดใหญ่ถือมาซะด้วย

ผมรีบควบคุมตัวเองให้ลุกขึ้น และวิ่งหนีอีกครั้ง แต่คราวนี้ทางลงถูกมันปิดเอาไว้ มีทางเดียวที่จะหนีได้คือต้องอ้อมมัน แต่ด้วยความที่มันมีมีที่ยาว การจะเข้าใกล้ถือเป็นความคิดที่โง่มากๆ ทำยังไงดี วิ่งต่อไปแบบนี้คงสุดทางเดินในไม่ช้าแน่ๆ

‘ตึงงง คลืดดดด!’

ขณะที่กำลังหนีตาย อยู่ดีๆอาคารก็สั่นไหวขึ้นมาอย่างรุนแรง มันแรงพอที่ทำให้ผมเสียการทรงตัวและกลิ้งลงไปกับพื้น ก่อนที่การสั่นสะเทือนนั้นจะหยุดลง และปรากฏให้เห็นว่าตอนนี้บันไดทางลงสุดท้าย ได้ถล่มลงไปแล้ว ไม่มีทางให้หนีอีกต่อไป

‘ตายซะ…!’

“ไม่นะ…!!”

เมื่อมันเห็นว่าผมจนมุม มันก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว และง้างมีดพร้อมจะฟันลงมาที่ร่างกายของผมให้ขาดเป็นสองท่อน ผมที่หนี หรือทำอะไรไม่ได้อีกจึงทำได้เพียงหลับตาปี๋ และยกแขนขึ้นมาป้องเอาไว้ ทั้งที่รู้ว่าแขนของผมคงไม่มีทางกันมีดได้ ความตายกำลังจะมาเอาชีวิตผมไปแล้ว…

แต่ทว่า…

‘อึก…ท…ทำไม…ทำไมขยับไม่ได้…!’

แทนที่มันจะฟันมีดลงมา แต่มันกลับยืนค้างอยู่อย่างนั้น ผมที่เริ่มรู้สึกตัวค่อยๆลืมตาขึ้น และมองไปที่มันด้วยความกลัวและสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน ทำไมมันจึงหยุด หรือมันจะเปลี่ยนใจไม่ฆ่าเราแล้วงั้นเหรอ

“หนีไปซะ รีบไปตอนที่ยังมีโอกาส”

“น…นั่นใครน่ะ…”

เสียงชายปริศนาดังขึ้นที่ด้านหลังของมัน ก่อนที่ร่างกายของชายคนนั้นจะค่อยๆปรากฏตัวขึ้นเป็นกลุ่มแสงสีเหลืองสว่าง ชายคนนั้นเป็นใครกัน ทำไมอยู่ดีๆก็มาปรากฏตัวตรงนี้ตอนนี้ด้วย มีแต่คำถามมากมายไปหมดจนขยับร่างกายไม่ได้เสียแล้ว

“ที่ระเบียงนั่น โดดลงไปซะ ถ้ายังไม่อยากตายโดยไร้ค่า”

“เดี๋ยวสิ! โดดระเบียงจากชั้นห้าเนี่ยนะ! แบบนั้นมันก็ไม่น่ารอดเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ!”

“ถ้านายตายด้วยฝีมือของฝันร้าย นายจะตายในโลกความจริง แต่ถ้านายตายเพราะตัวเอง นายจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา เพราะงั้น รีบๆหนีไปซะ”

แสงที่อยู่รอบๆตัวของชายคนนั้นค่อยๆจางลง ปรากฏให้เห็นเป็น…ตัวผมอีกคนที่ใส่ชุดสูทสีดำ กางเกงขายาวสีดำ ผูกไทดำและใส่แว่นสายตาทรงเหลี่ยม หรือนั่นก็คือตัวผมในช่วงเวลาปกติงั้นเหรอ ว่าแต่ เขาพูดถึงเรื่องความฝัน นี่เป็นความฝันงั้นเหรอ ทำไมความรู้สึกเจ็บมันสมจริงแบบนี้ล่ะ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่

“ถ้าอยู่ในความฝัน นายจะไม่เห็นนาฬิกาในความฝันเลย จำได้มั้ยว่านายตื่นมาดูนาฬิกากี่โมงน่ะ”

จะว่าไปก็จริงของเขา ตอนที่ผมสะดุ้งตื่นแล้วมองนาฬิกา ตัวเลขบอกเวลานั้นบิดเบี้ยวจนดูไม่รู้เรื่องเลย หรือว่านี่จะเป็นความฝันจริงๆงั้นเหรอ

ดูเหมือนผมจะเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว ในเมื่อตอนนี้ชายที่เป็นตัวผมอีกคนกำลังใช้พลังหรืออะไรบางอย่างหยุดชายแก่นั่นไว้ให้ ผมก็ไม่รอช้าที่จะลุกขึ้นยืน แล้ววิ่งตรงไปยังระเบียง ก่อนจะปีนขึ้นไปยืนอยู่บนนั้นแล้วก้มมองลงไปด้านล่าง ภาพที่เห็นนั้นเป็นเพียงความมืดที่ไม่มีพื้นดิน ความฝันนี่ช่างเป็นฝันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของผมเลยล่ะมั้งเนี่ย

“ไปเลย แล้วเจอกันใหม่นะ!”

“ครับ!”

‘อ๊ากกกกก แก แกต้องชดใช้!!’

จังหวะที่ผมกลั้นใจโดดลงไปนั้นเอง ชายแก่ที่โดนตัวผมอีกคนควบคุมไว้ก็หลุดออกมา และพุ่งตรงมาที่ระเบียงด้วยความรวดเร็ว มันพยายามที่จะจับผมไว้โดยไม่ให้ผมตกลงไปข้างล่าง แต่มันก็สายไปแล้ว เพราะตอนนี้ตัวผมกำลังดิ่งลงไปสู่พื้นดินยังไงล่ะ…

‘ฟิ้วววว…’

เมื่อดิ่งลงมาได้ซักระยะ ความมืดมิดรอบๆตัวก็ค่อยๆโอบร่างกายของผมไว้ เสียงลมที่ปะทะใบหน้าเองก็ค่อยๆเบาลงจนเงียบไป และแล้วในที่สุด ผมก็ไม่รู้สึก และไม่เห็นสิ่งใดอีกเลย

ห้องนอนเล็กๆในบ้านหลังหนึ่ง

‘ติ๊ดๆ…ติ๊ดๆ…ติ๊ดๆ…’

ท่ามกลางความเงียบสงบของอากาศที่หนาวเย็นในเดือน10 เสียงนาฬิกาปลุกของผมดังขึ้น ผมค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆและมองไปรอบๆห้อง ตอนนี้ผมกลับมาอยู่ในห้องนอนของตัวเอง เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั่น เป็นความฝันจริงๆงั้นเหรอ

ผมลุกขึ้นมาก่อนจะบิดขี้เกียจสองสามรอบ แล้วค่อยๆนึกย้อนกลับไปว่าความฝันที่ผ่านมานั้นมีอะไรเป็นจุดสำคัญ ผมหยิบเอาสมุดบันทึกประจำวันขึ้นมาจากลิ้นชักโต๊ะคอม ก่อนจะเรียบเรียงคำพูดและความฝันนั้นให้ออกมาเป็นเรื่องราวที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

เมื่อนึกย้อนกลับไปเรื่อยๆ ประเด็นสำคัญของความฝันนี้ คือเรื่องราวในอดีตบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผมในปัจจุบัน ทั้งที่ตอนนี้ผ่านมาหลาย10ปีจนบางเรื่องบางเหตุการณ์ผมจะจำไม่ได้ แต่คำพูดในฝันเหล่านั้นก็เริ่มทำให้ผมหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก

‘คุณกำลังกลัวอะไร…?’

คำพูดของคุณหมอนักจิตลอยเข้ามาในหัวของผม ก่อนที่ผมจะเข้าใจว่า เพื่อจบเรื่องราวความฝันนี้ ผมจะต้องย้อนกลับไปว่าผมเจออะไรมา และสิ่งเหล่านั้นกำลังทำให้ผมกลัว เพื่อเอาชนะมัน ผมต้องรู้ว่าสิ่งที่ผมเจอคืออะไร ดีล่ะ…

ผมปิดสมุดบันทึกประจำวันและเก็บมันเข้าที่ ก่อนจะลุกออกมาจากเตียง เพื่อออกไปทานอาหารเช้าที่แม่เตรียมไว้ให้ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าผมไม่ได้ติดอยู่ในฝัน ผมจึงหันไปมองนาฬิกาอีกครั้ง ด้วยความกล้าๆกลัวๆ

‘ติ๊ดๆ…ติ๊ดๆ…’

เสียงนาฬิกาดังขึ้นอีกครั้งในเวลา 06:10น. เท่ากับว่าตอนนี้ผมตื่นจากฝันแล้วจริงๆ

ผมเดินตรงไปกดปิดนาฬิกาปลุก และถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะเปิดประตูออกไปข้างนอกเพื่อทักทายคุณแม่และน้องชายที่กำลังรออยู่ที่โต๊ะอาหาร โดยที่ผมไม่ทันรู้ตัวเลยว่า ตัวเลขบนนาฬิกานั้นได้บิดเบี้ยว และเปลี่ยนแปลงไปเป็นตัวเลข 28นาฬิกา…หรือก็คือ เวลา 04:00น. อีกครั้งเสียแล้ว…

คะแนน 3.0
กรุณารอสักครู่...